วิธีการแชร์ข้อมูล

คับคลิกเมาล์ตามรูป

 

 

แล้วคลิกแถบภาษาอังกฤษสีฟ้า

 

ใช้เมาล์คลิกตามรูปแล้วกดตกลง

 

จะขึ้นหน้าต่างดังรูป เสร็จเรียบร้อยคับ

 

 

การเอาข้อมูลที่แชร์ให้คลิกที่ start แล้วกด Run จะขึ้นหน้าต่างให้ใส่ IPเครื่องที่ต้องการแชร์แล้วกดตกลง

 

จะปรากฏหน้าต่างเครื่องที่เราต้องการข้อมูลแล้วคลิกตามรูปเพื่อ copy ข้อมูลที่ต้องการ

วิธีการล็อกข้อมูลที่แชร์

 

 

คับไปที่ start แล้วกด control panel ตามรูป

 

แล้วกด administrative tools

 

กดเข้ามาแล้วจะเจอ computer management แล้วคลิกเข้าไป

 

แล้วให้คลิกที่ local users and groups แล้วกด users

 

ต่อมาให้คลิกขวาที่ guest แล้วกด set password

 

แล้วกด proceeds

 

จะปรากฏหน้าต่างนี้ขึ้นมาให้ใส่password แล้วกดตกลง

edit @ 22 Sep 2011 11:29:55 by tikzadot a

ประวัติส่วนตัว

posted on 22 Sep 2011 08:56 by tikzadota
นาย อดิศักดิ์ จันทร์กระจ่าง
 
เกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2534
 
หมู่เลือด โอ
 
จบการศึกษามา จาก ร.ร วันหนองแขม และ ร.ร บ้านสวนหลวง 
 
ศึกษา อยู่ วิทยาลัยเทคนิคสุมทรสาคร
 
ระดับชั้น  ปวส.2
 
แผนกอิเล็กทรนิกส์ เทคนิคคอมพิวเตอร์
 
อีเมล์ t_ik_1@hotmail.com  tikup@hotmail.com
 
เพลงที่ชอบฟัง เพลงแนวสบายๆๆ

edit @ 22 Sep 2011 10:32:30 by tikzadot a

Android

posted on 10 Aug 2011 13:01 by tikzadota

 

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

แอนดรอยด์ไม่ใช่ระบบปฎิบัติการบนมือถือที่ดีที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่อาจจะเป็นระบบปฎิบัติการที่อาจจะทำให้หลายคนชอบใช้มากเป็นที่สุดก็ได้ ซึ่งมีเหตุผลดีๆหลายอย่างที่ผมเองได้พบเจอเมื่อได้คลุกคลีกับมัน

  • มี โปรแกรมเจ๋งๆ ให้ Download มากกว่า 10,000 โปรแกรมและเกมมันๆอีกมากกว่า 2,500 เกม ใน Google Market place ซึ่งมีโปรแกรมมาใหม่ให้เลือกใช้ได้ทุกวัน
  • สามารถใช้งานโปรแกรม และลงโปรแกรมได้จากตัวเครื่อง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา Computer หรือ Notebook อีกต่อไป
  • สามารถปรับเปลี่ยน Widget บนหน้าจอได้ตามสไตล์ และรูปแบบการใช้งานของตัวเราเอง พร้อมบันทึกรูปแบบที่ปรับแต่งแล้ว ไว้ใช้ในโอกาสต่างๆกันได้อีกด้วย ไม่ต้องกังวลกับเพื่อนที่จะมาปรับเปลี่ยนหน้าจอของเราอีกแล้ว
  • รองรับ Gmail, Google Talk , Google Map อย่างเต็มรูปแบบ และข้อมูลของเราจะถูกเก็บไว้ที่ GMail โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลที่สำคัญของเราจะหายไป
  • ใช้งาน Facebook, Twitter ได้อย่างง่ายดาย และสามารถอัพโหลดรูปภาพโชว์เพื่อนๆได้ทันที
  • ตอบโจทย์การใช้งาน Website ได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย Java และ Flash player
  • สามารถ “ค้นหา” และ “เข้าถึง” ฐานข้อมูลของ Google ได้ตลอดเวลา และง่ายยิ่งขึ้นด้วย ปุ่ม Search บนเครื่อง และ Google search widget
  • ได้รับการพัฒนาโดย Google ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ IT และ Internet ทำให้มั่นใจได้ว่า Android จะได้รับการดูแลอย่างดี และมีการพัฒนาให้เป็นระบบปฏิบัติการที่มีสเถียรภาพในการทำงาน และตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด
  • Android เป็น Open source ทำให้มีทางเลือกมาก และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมที่มีการพัฒนาตลอดเวลา
  • ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เพียงได้ทดลองสัมผัส ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว
  • การทำงานของเครื่องจัดว่าค่อนข้างเสถียร และเร็ว หากเกิดข้อผิดพลาดไม่จำเป็นต้อง Reset ใหม่ทั้งเครื่อง สามารถเลือกปิดโปรแกรมในแต่ละตัวได้
  • เป็นระบบปฎิบัติการที่ไม่ซับซ้อน ใช้งานง่ายสุดๆ เหมือนกับการใช้งานโทรศัพท์ธรรมดาทั่วๆไป

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

สำหรับข้อเสียของ แอนดรอยด์เองก็๋มีเช่นกันครับ ไม่ใช่มีแต่ด้านดีเพียงอย่างเดียว

  • 1.การ Sync ข้อมูลสามารถทำได้เฉพาะ Contact กับ Calendar เท่านั้น
  • หากไม่ใช่เครื่องยี่ห้อ HTC อาจจะไม่มีโปรแกรมตัวกลางช่วยในการ Sync เพราะหากเป็น HTC จะใช้ HTC Sync แต่หากเป็นยี่ห้อดังๆอื่นๆก็คงน่าจะมีของเค้าเอง แต่หากเป็นเครื่องมาจากจีนพวกโนเนม สงสัยจะลำบาก
  • การทำงานของเครื่องจะ ต้องเชื่อมต่อ GPRS ไว้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากที่จะต้องกังวลเพราะมันมีโปรแกรมปิดการทำงานได้ แล้วครับ เหมือนเปิดปิด WiFi
  • การใช้งานพวกไฟล์เอกสาร MS Office นั้น สามารถเปิดดูได้ทั้ง Word และ Excel แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรในเอกสารได้ ( หมายถึงโปรแกรมที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง ไม่นับพวกโปรแกรมเสริม ซึ่งต่างกับ Windows Mobile ที่โปรแกรมมาตราฐานสามารถทำงานได้ดีกว่า)
  • การแก้ไขระบบ หรือการอัพเดทตัวระบบโดยส่วนใหญ่จะมีการควบคุมจากทาง Google
  • เครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ แอนดรอยด์ แต่ละยี่ห้อ จะมี service ของ Google ที่แถมมาให้แตกต่างกันไป บางเครื่องอาจจะไม่มี Google map / Gmail หรือ Market
  • การทำงานของแอนดรอยด์เน้นการใช้นิ้วเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมนูต่างๆออกแบบมาสำหรับการใช้นิ้ว รวมถึงหน้าจอเครื่องส่วนใหญ่เป็นแบบ Capacitive Touchscreen ใช้ Stylus จิ้มไม่ได้ นอกจากเครื่อง HTC Tattoo เพียงรุ่นเดียวที่ทำได้
  • โปรแกรมการใช้งาน GPS แบบ Turn by turn ยังไม่มีเป็นเรื่องเป็นราว ( หมายถึงที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง )

การติดตั้งโปรแกรมของ แอนดรอยด์ รูปแบบการติดตั้งโปรแกรม

  • ติดตั้งจากบริการ Market บนเครื่องเอง สำหรับตัว Market จะเป็นบริการคล้ายๆ App Store ของเครื่อง iPhone คือจะต้องเข้าผ่านจากเครื่องโดยตรงอาศัย GPRS หรือ WiFi ในการเชื่อมต่อเพื่อเข้าไปเลือกดูรายชื่อ โปรแกรมต่างๆบน Market แล้วจัดการ Install ลงในเครื่องทันที แต่ว่าบริการตัว Market นั้นจะไม่มีในเครื่องทุกเครื่องที่เป็น แอนดรอยด์นะครับ จะมีเฉพาะบางยี่ห้อที่เซ็นข้อตกลงกับทาง Google
  • แบบ Online คือเข้าไปที่เว็บที่ให้บริการ แล้ว Download แบบตรงๆติดตั้งลงในเครื่องทันที คล้ายๆกับการติดตั้ง cab ไฟล์บน Windows Mobile หรือติดตั้งใน Cydia ของ iPhone
  • ติดตั้งแบบ Manual คือ กรณีที่เราได้ไฟล์ นามสกุล .apk มาจากเพื่อน หรือคนอื่น copy ใส่ card มาให้ เรา การที่จะนำไฟล์เหล่านั้นมาติดตั้งได้ ต้องผ่านโปรแกรมหนึ่งตัวชื่อว่า app installer เพื่อช่วยในการติดตั้ง

โปรแกรม ของ android ปกติ เป็นโปรแกรมประเภท stand alone คือไม่มีการแตกไฟล์หลังการติดตั้งแบบ Windows เพราะฉะนั้นการ remove หรือ uninstall ออกก็ลบทิ้งได้ง่ายมาก ไม่ทิ้งขยะให้มั่วเหมือนใน Windows Mobile แต่อย่างที่บอกไปว่า สมมุติว่าเพื่อนเรา เอา memory card ที่มีโปรแกรมของ แอนดรอยด์ มาให้เรา เราจะเอา card มาใส่แล้วทำงานเลยทันทีไม่ได้ ต้องผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า app installer ก่อน ช่วยในการติดตั้งครับ

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

การใช้งาน Multimedia

ใน เครื่องโดยปกติแล้วจะมีโปรแกรมเล่นไฟล์ VDO ไฟล์ภาพ และไฟล์ เพลงให้มาเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีโปรแกรมพวก File manager ให้มา ต้องไปหาลงเองต่างหาก สำหรับการจะเล่นไฟล์พวกมัลติมิเดียต่างๆนั้น จะต้องมี memory card ในเครื่อง และการโอนไฟล์สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆกับการเสียบ Flash Drive เข้า PC เพื่อโดยไฟล์ลงใน Card ในเครื่อง แอนดรอยด์ก็เช่นกันเมื่อเสียบสาย USB เข้ากับ PC ให้เลือกเป็น Mass Storage แล้วเราจะเห็น Drive ใหม่บนเครื่อง PC หลังจากนั้นก็โยนไฟล์พวกมัลิมิเดียลงไปใน Card ได้ทันที

สำหรับไฟล์ที่รองรับ

Audio formats supported: AAC, AAC+, AMR-NB, MP3, WMA, WAV, AAC-LC, MIDI, OGG. Video formats supported: MP4, 3GP

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

การเชื่อมต่อและเล่น Net

เครื่อง ในรูปแบบ แอนดรอยด์แทบทุกตัวจะมีโปรแกรม Browser ให้มาอยุ่แล้วครับ แต่ใน market เองจะมีโปรแกรม Browser อื่นๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ให้มาในตัวเครื่องซึ่งส่วนใหญ่สามารถโหลด ใช้งานได้ฟรี โปรแกรม Browser เครื่องเองสามารถ Run ทำงานหน้าต่างเพื่อดูเว็บต่างๆได้พร้อมกัน 8 หน้าจอ สามารถเลือกสลับขึ้นมาโชว์ได้ แบบเวลาเล่นไพ่ เลือกสลับไปมาได้ครับ โดยการเชื่อมต่อจะต้องอาศัย GPRS หรือ WiFi ในการเชื่อมต่อ ซึ่งโดนปกติแล้วเราจะสามารถ ออนไลน์ได้ตลอดเวลาทันทีเพราะเครื่องมันเป็นแบบระบบ Always on สำหรับการเชื่อมต่อ GPRS ค้างเอาไว้

การรับส่ง Email ก็เช่นกัน โดยปกติจะให้ใช้ service ของ Gmail เป็นหลัก โดยในครั้งแรกจะต้องมีการ set up เล็กน้อย หากใช้บริการของทาง Gmail แต่หากเป็นการใช้งาน POP3 ทั่วไปก็สามารถ setup เหมือนปกติในเครื่องอื่นๆ พิเศษหน่อยตรงที่ใครใช้ Gmail มันจะมี icon บนหน้าจอแยกออกมาเลยครับ ในการ sync ครั้งแรกมันจะดึงข้อมูลจาก account บน Gmail เรามาให้เอง ทั้ง Contact และ Calendar ต่างๆ ซึ่งโดยความเห็นผมเอง บอกได้เลยว่า งง มาก มั่วมากตรงจุดนี้เราสามารถเลือกตั้งค่าใหม่เองได้ครับ สิ่งที่ผมชอบก็คือการใช้งาน Gmail บนเครื่อง แอนดรอยด์เป็นการใช้งานแบบ Real time ตลอดเวลา คือเวลามี Mail ใหม่เข้ามาปุ๊บ มันจะทำการแจ้งเตือนทันที คล้ายๆ Push Mail แต่ไม่ถึงกับเร็วเท่า และเราสามารถเลือกบริหารจัดการ Email บนเครื่อง แอนดรอยด์ได้เหมือนใช้งานบน PC หากลบ mail ทิ้งไป ข้อมูล Email นั้นๆใน Account ของเราก็ถูกลบไป

การใช้งานเป็น Wireless Modem ในเครื่องรุ่นใหม่อย่าง Hero หรือ Tattoo จะมีการใช้งานในส่วนนี้รองรับมาให้เรียบร้อยแล้วครับ

การใช้งาน GPS

น่า เสียดายครับ ที่ แอนดรอยด์ในตอนนี้ตัว hardware มี GPS รองรับใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการใช้งานกับโปรแกรมที่รองรับเป็นหลัก เช่นพวก Digital Compass หรือ โปรแกรมสนุกๆต่างๆอย่าง Air Paint แต่ทว่าโปรแกรมการนำทางแบบ Turn by turn บนเครื่อง แอนดรอยด์แบบจริงๆจังๆสำหรับเมืองไทยยังไม่มีครับ ( หมายถึงที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง ) ในอนาคตในแอนดรอย์เวอร์ชั่น 2.0 จะมี Google map ตัวใหม่ออกมารองรับการทำงานแบบ Turn by turn ด้วยแต่ว่าในตอนนี้ทาง Google เองยังไม่มีนโยบายรองรับประเทศไทยสำหรับ service ตัวใหม่นี้

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

ทิศทางของแอนดรอยด์ในตลาด

แม้ว่า แอนดรอยด์จะเป็นระบบแบบ open source ก็ตามแต่ก็ใช้ว่ามันจะเป็นเครื่องราคาถูกแบบเครื่องโนเนม มันมีข้อตกลงและข้อจำกัดซ่อนเร้นอีกเยอะครับทำให้เครื่องทุกวันนี้มันราคา ไม่ได้ถูกไปเหมือนอย่างที่เราคิดในตอนแรก เพราะในแง่คนขายเอง เค้าเองจะต้องต่อสู่กับข้อตกลงและข้อบังคับสารพัดจากทาง Google ซึ่งมีข้อบังคับที่น่าแปลกใจหลายๆส่วน เช่นง่ายๆการ อัพเกรดต่างๆแม้แต่การจะบรรจุอะไรลงไปใน ROM จะต้องมีการขออนุญาตกับทาง Google ซึ่งระบบจะมีการติดต่อกับทาง Google ตลอดแม้แต่การอัพ เฟริมแวร์ หากจะอัพก่อนวันที่เค้ากำหนดเครื่องก็จะไม่สามารถอัพผ่านไปได้

จุด ขายของเครื่องแอนดรอยด์ในตลาดเวลานี้ นอกจากเรื่องของ Spec Hardware แล้ว เรื่องที่ใช้เป็นกลยุทธ์ในการทำตลาดก็คือเรื่องของ UI เพราะเครื่องแต่ละยี่ห้อจะมี UI ที่พํฒนากันเอง ใครจะเจ๋งกว่ากันก็วัดกันตรงนี้แหละครับ และเรื่องของโปรแกรมพวก PC Conduit เป็นโปรแกรมที่ใช้เป็นตัวกลางในการ Sync กับ PC ซึ่งโดยปกติแล้ว เครื่องในระบบอื่นๆ เช่น Windows mobile จะมี Active sync หรือ iTune ของ iPhone ซึ่งจะมีมาให้จากโรงงาน แต่สำหรับแอนดรอยด์ไม่มีครับ ทำให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องต้องพัฒนากันเอง เช่น HTC จะมี HTC Sync

แอนดรอยด์ตอนนี้เนื้อหอมสุดๆ เพราะสังเกตจากข่าวรายวันในต่างประเทศจะมีแต่ข่าวเครื่องแอนดรอยด์เสียเป็น ส่วนใหญ่ ผมเองไม่ขอบอกว่ามันเป็นระบบปฎิบัติการที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็แล้วกัน แต่มันเป็นระบบที่หากหลายๆคนได้มีโอกาสสัมผัสอาจจะชอบมันก็ได้ ตัวผมเองแรกๆเมื่อสัมผัสในเวอร์ชั่นแรกๆรู้สึกเบื่อกับข้อจำกัดของมัน ที่ไม่สามารถปรับแต่งได้มาก แต่พอได้ลองเครื่องที่มี UI ที่ดีขึ้นทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมาก เพราะ Default UI ของระบบ แอนดรอยด์เอง แม้ว่าจะใช้ง่าย เข้าใจง่าย แต่ใช้แล้วไม่ถูกใจ ไม่มันส์เอาเสียเลย

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

การ Root android

posted on 10 Aug 2011 12:54 by tikzadota
FAQ: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการ Root Android

FAQ: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการ Root Android

Posted by kazekim on Feb 6, 2011 in Articles | 2 comments

อย่างที่เรารู้กัน การ Root เครื่อง Android ของเรานั้นจะช่วยทำให้เราสามารถดุงประสิทธิภาพของมันออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งด้านความเร็ว, พลังงานในแบตเตอรี่, และยังสามารถทำให้เราสามารถปรับแต่งการใช้งานเครื่องได้มากอีกด้วย แถมไม่พอ ถ้าหากเราปรับแต่งเครื่องให้ดีๆ มันยังจะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับ Wireless ได้ดีขึ้น, สามารถ BackUp Apps ภายในเครื่องได้อย่างง่ายดาย หรือว่าจะลง Theme เจ๋งๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความสามารถบางส่วนที่ถูกปิดผนึกไว้ไม่ให้เราใช้งาน แต่ทำไมเหล่าผู้ผลิตถึงไม่ค่อยยอมให้เรา Root เครื่องกันเลยนะ วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยดีกว่า

รู้จักกับคำว่า “Root” กันก่อน หากจะพูดถึงเรื่องนี้แล้วคงต้องย้อนกันไปถึงพื้นฐานของตัว Android กันก่อน Android ถูกพัฒนามาจากระบบปฏิบัติการตัวหนึ่งที่เรียกว่า Unix (ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple ด้วยเช่นกัน ส่วน Windows ระบบปฏิบัติการอีกตัวหนึ่ง ทาง Microsoft พัฒนาขึ้นมาเอง) ซึ่งใน Unix นั้นจะมีความสามารถหนึ่งก็คือเรื่องของการจัดการสิทธิของผู้ใช้งาน แต่ละผู้ใช้งานสามารถกำหนดสิทธิให้ได้ไม่เหมือนกัน เช่น ผู้ใช้งานคนหนึ่งอาจจะถูกอนุญาตให้เข้าไปอ่าน-เขียนไฟล์ได้ แต่ในขณะที่ผู้ใช้งานอีกคนหนึ่งอาจจะถูกอนุญาตให้เข้าไปอ่านไฟล์ได้อย่างเดียว โดยในเหล่าผู้ใช้งานเหล่านั้น จะมีผู้ใช้งานคนหนึ่งที่มีสิทธิสูงที่สุด ผู้ใช้งานคนนี้มีสิทธิที่จะสามารถเข้าไปอ่าน-เขียน และเข้าถึงไฟล์ทุกอย่างที่อยู่บนระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งผู้ใช้งานคนนั้นก็คือ “Root” นั่นเอง ใน Android ก็เช่นกัน ปกติแล้วหากเรายังไม่ Root เครื่อง เราจะได้สิทธิในการใช้งานอยู่ในระดับผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่ง Android อนุญาตให้เราเข้าไปเขียนไฟล์ได้แค่บน SD Card กับไฟล์บางตัวในเครื่องเท่านั้น แต่ถ้าหากเราเข้าไปใช้สิทธิของ Root ได้แล้ว (หรือที่เรียกติดปากกันว่า Root เครื่อง) เราก็จะสามารถเข้าไปปรับแต่งข้อมูลทุกๆ อย่างในตัว Android ได้นั่นเอง

หลังจากรู้จักความหมายที่แท้จริงของการ Root เครื่องแล้ว เราก็มาดูกันต่อที่คำถามที่เราพบกันบ่อยๆ ดีกว่า

Q: การ Root เครื่อง Android นั้นคุ้มค่ากับการทำแค่ไหน??

คำตอบง่ายๆ เลยก็คือ “คุ้มค่าแน่นอน!!” เพราะมันสามารถทำให้เราสามารถปรับแต่งเครื่อง Android ได้มากขึ้น โดยเรื่องที่เราสามารถปรับแต่งกันได้หลักๆ ก็มีเรื่องการทำให้การทำงานของมันเร็วขึ้น, แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนานขึ้น, และได้ความสามารถใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เราทำการ Root เครื่องไปแล้ว เราก็จะสามารถเข้าไป Download Apps ต่างๆ ที่ต้องการสิทธิของ Root ในการทำงาน ทำให้เราได้ใช้ความสามารถใหม่ๆ ที่ดีขึ้น หรืออาจจะลง Custom Rom ที่พัฒนาโดย Hacker ลงมาแทน Rom ตัวเดิมเลยก็ได้

Q: การ Root Android ยากซับซ้อนมั้ย??

พูดถึงเรื่องขั้นตอนการทำ ความยากง่ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวอุปกรณ์ Android ที่เราใช้นั่นแหละ ใน Smartphone บางตัว เช่น Nexus One, Motorola Defy หรือว่า EVO 4G และตัวอื่นๆ อีกหลายตัว เราแค่ Download เพียงแค่เรา Download Apps สำหรับใช้ Root เช่น Simple Root, Universal 1-Click, หรือว่า Z4root มาใช้ เราก็สามารถ Root เครื่อง Android ได้ใน Click เดียวแล้ว แน่นอนว่า Apps พวกนี้ไม่มีให้เรา Download ใน Android Market หรอก เราจะต้องไปค้นหามันจากในอินเตอร์เน็ต และเอามาลงใน SD Card ของเรา แล้วสั่ง Install เอาเอง

ข้อที่ควรรู้ไว้ คือ ในการ Root แต่ละ Apps ทำงานได้ในอุปกรณ์ที่ต่างกัน เช่น Z4root อาจจะใช้งานในอุปกรณ์ Android หลายตัว แต่ดันไม่ทำงานบนเครื่องของ HTC หรือว่าบาง Apps ก็อาจจะทำงานได้เฉพาะบนเครื่องที่เป็นระบบปฏิบัติการต่ำกว่า Android 2.2 ลงไปเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่เราจะทำการ Root เราจึงควรศึกษาให้ดีๆ ว่า Apps ที่เราหามาได้นั้น ใช้งานได้กับเครื่องของเรามั้ย หรือว่าใช้งานยังไง ก่อนที่จะเอามาใช้งานจริง ไม่งั้น Root ไม่ได้อาจจะเสียเวลาไปเปล่าๆ ดีไม่ดีเครื่องอาจจะ Brick แล้วใช้งานไม่ได้เลยก็ได้นะ

Q: มีโอกาสมั้ยที่ Root เครื่องแล้วจะ Brick??

ถามกันก่อนว่ารู้มั้ยว่า Brick คืออะไร มันก็คืออาการของระบบปฏิบัติการที่พังจนใช้ไม่ได้นั่นแหละ ถ้าเกิด Brick แล้วเราจะทำอะไรกับตัวเครื่องไม่ได้เลย และ Android ของเราก็จะทำได้แค่กลายเป็นเพียงแค่ที่ทับกระดาษเท่านั้น!! แต่ข่าวดีก็คือในระบบปฏิบัติการ Android นั้น โอกาส Brick นั้นมีค่อนข้างน้อยมาก เราจึงไม่ค่อยซีเรียสกันเท่าไหร่

อาการของ Brick มีหลายอาการ เช่น อาการเครื่องเครื่องบูทวนๆ ไปเรื่อยๆ อาการนี้สามารถแก้ได้ด้วยการต่อเครื่อง Android เข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์โค้ดนิดหน่อย วิธีทำก็สามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต แล้วเครื่องก็จะกลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ แต่ถ้าหาก Brick แบบหนักสุดก็น่าจะเป็นเปิดเครื่องไม่ขึ้นเลย อันนั้นคงต้องยอมส่งศูนย์ และเสียเงินกันแล้วล่ะ เพราะอย่าลืมว่าหากเราทำการ Root เครื่อง แล้วประกันจะหมดทันที

โอกาสที่จะทำให้เกิดการ Brick มากที่สุด ก็คือ ขณะที่เรากำลังลง Custom ROM ที่มีการเข้าไปแก้ไขที่ตัวระบบ หากเรากำลังลงอยู่แต่ไม่ต่อสายชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ ถ้าหากว่าแบตเตอรี่หมดเอากลางคัน ตัว ROM ก็จะลงไม่เสร็จ จึงทำให้เกิดอาการ Brick ได้ และอย่าลืมอีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราจะ Root เครื่องได้ก็ไม่ใช่ว่าจะลง Custom ROM ได้ทุกตัวนะ ถ้าหากจะลงก็ต้องศึกษาก่อนเช่นกัน ว่าเครื่องของเราลง ROM ตัวนั้นได้มั้ย ถ้าไม่ได้เดี๋ยวอาจจะมีปัญหาภายหลังแล้วจะยุ่งเอานะ

Q: ถ้าหากเรา Root เครื่องแล้ว จะยังได้รับบริการหลังการขายอยู่หรือไม่??

คำตอบก็คือ “ไม่” ก็เพราะเราไปแก้ระบบของเค้าหมดแล้วนี่ แล้วเรื่องอะไรเค้าจะยอมรับผิดชอบกับสิ่งที่เค้าไม่ได้ทำ หากเราคิดจะ Root เครื่องแล้วก็ให้ทำใจเลยว่า เราจะถูกทอดทิ้งจากค่ายผู้ผลิตแล้ว เพราะเค้าก็บอกเราแล้วว่าเค้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นหากเราเอาเครื่องไปทำการดัดแปลงแก้ไขตัวระบบเอาเอง (เรื่องอะไรล่ะที่เค้าจะไม่รับผิดชอบในสิ่งที่เค้าไม่ได้ทำ ก็จริงนี่!!) เพราะฉะนั้นการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ก็เลิกหวังไปได้เลย หากเรา Root เครื่องแล้วพังจริงๆ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ เข้าไปตามเว็บบอร์ดต่างๆ ทั้งในไทยก็ได้ หรือในกลุ่มสังคมผู้พัฒนาอย่าง XDA-Developer ก็ได้ เพื่อเข้าไปหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น หรือหากแก้ไขไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องยอมส่งศูนย์แล้วสารภาพบาปซะว่าไปทำอะไรมาบ้าง และก็เสียเงินให้เค้า Flash ROM ให้ใหม่ก็เท่านั้นเอง

Q: การ Root เครื่องไม่ผิดกฎหมายใช่มั้ย??

อย่าไปคิดอะไรอย่างนี้ล่ะ มันเป็นความคิดที่โง่เอามากๆ เลย เพราะว่าในเมื่อเราซื้ออุปกรณ์ Android มาแล้ว สิทธิทุกๆ อย่างมันก็ตกเป็นของเราแล้ว เราจะเอาเครื่องไปต้มยำทำแกงยังไงก็ได้แล้วแต่เรา ไม่ได้มีกฎหมายว่า Root เครื่องแล้วจะถูกปรับหรือจำคุกนี่ อย่างเก่งก็แค่ หาก Root เครื่องแล้วประกันจะหมดลงทันที และทางบริษัทผู้ผลิตก็จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นหากเครื่องมีปัญหาเท่านั้นเอง ถ้าอยากใช้ชีวิตโดยไม่มีหลักประกัน ก็ Root เครื่องซะสิ ได้สมใจอยากแน่นอน

Q: เครื่องจะร้อนมากหรือระเบิดมั้ย หากทำการ Root เครื่อง??

1 ในความสามารถที่เราทำได้หลังจากที่เรา Root เครื่องแล้วก็คือ เราจะสามารถ Overclock หรือว่าดึงเอาความสามารถที่แท้จริงของ Processor ออกมาให้ใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็คือทำให้เครื่องของเราเร็วขึ้นนั่นเอง ซึ่งหากเราทำการ Overclock แล้ว แน่นอนว่า Processor จะทำงานหนักขึ้นและหมายความว่าเครื่องจะร้อนขึ้นแน่นอน ถ้าหากเราปรับแต่งเครื่องไว้ไม่ดี ตัว Processor อาจจะทำงานหนักมากเกินไปจนพังเอาก็ได้ แต่ไม่ถึงกับระเบิดหรอก ไม่ต้องห่วง

หากเราต้องการ Overclock หรือ Underclock ตัว Android Apps ที่ดีที่สุดสำหรับการทำในตอนนี้ก็คือ Apps ที่มีชื่อว่า SetCPU ซึ่งเราสามารถใช้มันในการปรับจูนระบบของเครื่องได้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ถ้าหากเครื่องของเรามีอุณหภูมิถึง 40 องศาเซลเซียส ก็สั่งให้ Processor ทำงานช้าลงก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น

Q: Root เครื่องแล้วจะมีปัญหาอะไรตามมาทีหลังบ้างมั้ย??

คำตอบคือ “มีแน่นอน” เนื่องจากว่าการ Root เครื่องคือการทำให้ตัวเองสามารถเข้าไปใช้สิทธิทุกอย่างเครื่อง Android ได้เลย นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาใช้สิทธิในเครื่องได้ ก็สามารถทำอะไรก็ได้กับเครื่องนั่นเอง อย่างเช่นในการลง Apps ใหม่ อาจจะมี Apps บางตัวที่มี Malware ติดมาด้วย หากเราไม่ได้ Root เครื่อง Malware อาจจะยังทำงานไม่ได้เพราะว่าสิทธิในการแก้ไขไฟล์บางอย่างยังทำไม่ได้ แต่ถ้าหาก Root เครื่องแล้วมันจะสามารถเข้าถึงทุกซอกทุกมุมกันได้เลยทีเดียว

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการ Root เครื่องก็คือ เครื่องจะทำงานหนักมากขึ้น จึงทำให้เครื่องช้าลงไปบ้าง และหากลงโปรแกรมต่างๆ ไปเยอะๆ และนานๆ เข้า ไฟล์ใน System จะถูกแก้ไขไปเยอะมากทีเดียว จนทำให้ระบบเริ่มมีปัญหาได้

Q: อยาก Root แค่ชั่วคราวเท่านั้นทำได้หรือไม่??

เคยคิดบ้างมั้ย ว่าทำไม Google ถึงใจร้าย ไม่เปิด Paid Market ให้เราใช้กันเสียที เราเลยอยากหันไปพึ่ง Apps อย่าง Market Enable เพื่อเข้าไปซื้อ Apps มาใช้ซะแล้วสิ แต่ติดปัญหาที่เราจะต้อง Root เครื่องก่อนจึงจะสามารถเข้าไปใช้ Market Enable ได้ ทำยังไงดีล่ะ เราไม่อยาก Root เครื่องซะด้วยสิ มันมีวิธีที่จะทำให้เราได้สิทธิของ Root แบบชั่วคราวด้วยครับ วิธีนี้เค้าเรียกกันว่า Temp Root นั่นเอง วิธีนี้ทำให้หลังจากเราได้สิทธิของ Root มาใช้แล้ว เมื่อเราทำการ Restart เครื่องสิทธิก็จะหายไปเลยทันที แต่ทุกสิ่งที่เราปรับแต่งเครื่องไว้ขณะ Root ก็จะยังอยู่ แต่วิธีทำนั้นลองหาดูกันเอาเองนะ ไม่บอกหรอก

Q: การ Root จะอยู่ยงคงกระพันตลอดไปหรือไม่??

คำตอบคือไม่ครับ หากว่าเราทำการ Root เครื่องแล้ว บังเอิญว่าทางผู้ผลิตประกาศออกมาว่ามีการ Update Firmware หรือระบบปฏิบัติการเป็น Version ใหม่ แล้วเราทำการ Update สิทธิของ Root ที่เราได้มานั้นก็จะหายไปทันที และต้องหาทาง Root กันใหม่อีก (แน่นอนว่า Version เปลี่ยน วิธี Root ก็เปลี่ยนไป)

การ Root มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ต่างๆ กันไป หากว่าเราคิดจะ Root กันจริงๆ ก็ต้องศึกษากันเอาดีๆ ครับ ว่าถ้าหาก Root แล้วจะมีผลกระทบอะไรต่อการใช้งานเครื่องของเราบ้างมั้ย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าไป Root มันเลยดีกว่าครับ แต่ถ้าอยากจะ Root ก็ต้องยอมรับผลกรรมที่มันจะตามมาทีหลังด้วยนะ ว่าประกันที่เรามีจะถูกยกเลิกไปในทันที และจะไม่มีใครมารับผิดชอบเครื่องของเราให้ได้อีกนอกจากตัวเราเอง และกระเป๋าเงินของเรา



มาแล้ว Jailbreak Untethered ของ Greenpois0n RC5 สำหรับ iOS 4.2.1 พัฒนาโดย Chronic Dev Team ที่หลายๆคนรอคอย และเป็นไปตามที่ทางผู้พัฒนาได้บอกไว้ว่า Jailbreak Untethered Greenpois0n RC 5 ไม่จำเป็นต้องใช้ SHSH blobs ของ 4.2b3 ในการ Jailbreak เลยครับ ตัวใหม่ตัวนี้ใช้ได้กับ Phone 4, 3GS,iPad, iPod touch 2G/3G/4G, Apple TV และ Apple TV 2G เรียกว่าครบเลยทีเดียวครับ

อย่าช้าเลยครับมาดูวิธีการ Jailbreak Untethered 4.2.1 กันเลยดีกว่าครับ
หมายเหตุ
ถ้าเป็น iPhone 4 ที่เป็นเครื่อง Lock และยังอาศัยเครื่องมือปลดล๊อกอยู่ คุณต้องไม่ทำให้ Baseband เปลี่ยนในการ Update iOS เป็น 4.2.1 ถ้า iOS ของคุณเป็น Version ที่ต่ำกว่า

ขั้นตอนที่ 1
ให้เพื่อนๆไปดาวน์โหลด Greenpois0n RC5 ก่อนที่ Link นี้เลยครับ Greenpois0n RC5 สำหรับ MAC OS
Greenpois0n RC5 สำหรับ Windows



ขั้นตอนที่ 2
เชื่อมต่อ iPhone กับเครื่อง PC ครับ เมื่อเสร็จแล้วให้กดปุ่ม "Prepre to Jailbreak (DFU)" ตามรูปด้านบนครับ





ขั้นตอนที่ 3
ทำตามขั้นตอนเพื่อเข้าสู่ DFU Mode ครับ ตามรูปด้านบน
กดปุ่ม Power ค้างไว้ 2 วินาทีครับ
เสร็จแล้วให้กด ปุ่ม Home โดยที่ไม่ต้องปล่อยปุ่ม Power อีก 10 วินาทีครับ
จากนั้นให้ปล่อยปุ่ม Power โดยที่ไม่ต้องปล่อยปุ่ม Home อีก 15 วินาทีครับ
เมื่อกดแล้วเครื่องจะทำการเข้าสู่ DFU Mode ให้ปล่อยได้





ขั้นตอนที่ 4
ตอนนี้เครื่องของคุณพร้อมที่จะ Jailbreak แล้วครับให้กดที่ปุ่ม "Jailbreak" ได้เลยครับ ตามรูปด้านบน





ขั้นตอนที่ 5
เมื่อ Jailbreak เสร็จแล้วคุณจะสามารถเข้าไปที่หน้าจอได้ให้ทำการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อโหลด Cydia แล้วติดตั้ง ที่ iCon "Loader" ได้เลยครับ ตามรูปด้านบน

ios 4

posted on 10 Aug 2011 12:46 by tikzadota

สำหรับ iOS 4 ของทั้ง iPhone 3G/3GS และ iPod touch 2G/3G แอปเปิ้ลเพิ่งปล่อยออกมาสด ๆ ร้อน ๆ โดย iOS 4 ได้เพิ่มความสามารถใหม่ ๆ ให้กับ iPhone 3G/3GS และ iPod touch 2G/3G โดยฟึเจอร์ของ iOS 4 เด่น ๆ มีดังนี้

 

Multitasking สำหรับความสามารถนี้จะทำให้เราสามารถสลับการใช้งานระหว่างแอพฯได้เร็วขึ้นไม่ต้องกดออกมาหน้า Home Menu ทุกครั้งที่ต้องการสลับการใช้แอพฯ ซึ่งถ้าจะให้ Multitasking เห็นผลชัดเจนก็ต้องรอแอพฯต่าง ๆ ทำออกมารองรับกับ iOS 4 ด้วยเช่นกัน (Multitasking จะมีให้ใช้บน iPhone 3GS และ iPodtouch 3G เท่านั้น)

 

Folders จากเดิมที่เราสามารถลงแอพฯได้ 180 แอพฯในเครื่องเรา เมื่อใช้ Folders จะทำให้เราสามารถมีแอพฯอยู่บนเครื่องเราได้มากถึง 2160 แอพฯ ซึ่งในแต่ละ Folders จะสามารถทำให้ใส่แอพฯเข้าไปได้ 12 แอพฯ ด้วยกัน

5x Digital Zoom เพิ่งจะมีกับเขาสำหรับดิจิตอลซูมสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง ค่ายอื่นยี่ห้ออื่นเขามีกันมาตั้งนานแล้วแอปเปิ้ลเพิ่งจะใส่เข้ามาใน iOS 4 นี่แหล่ะ

Tap to focus video สำหรับอันนี้อาจจะไม่ค่อยหวือหวามากนัก แต่ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีพอตัวสำหรับเจ้าของ iPhone 3GS เพราะโดยปกติแล้วเมื่อเรากดบันทึกวิดีโอแล้วจะไม่สามารถกดหรือแตะ ๆ หน้าจอเพื่อทำการโฟกัสภาพได้ ซึ่งถ้าเราใช้ iOS 4 แล้วเวลาถ่ายวิดีโอเราก็ยังสามารถแตะ ๆ หน้าจอขณะบันทึกภาพวิดีโอเพื่อโฟกัสภาพขณะนั้นได้ แน่นอนว่าภาพที่ได้ก็จะมีคุณภาพดีขึ้น

 

Even Better Mail สำหรับความสามารถนี้ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับคนที่มีอีเมลหลายแอคเคาท์ เพราะโดยปกติจะเช็คอีเมลของแอคเคาท์ไหนก็ต้องกดเข้าไปที่แอคเคาท์นั้น แต่ต่อไปนี้เราจะสามารถอ่านอีเมลทุกฉบับจากใน All Inboxes ได้แล้ว โดยไม่ต้องสลับไป ๆ มา ๆ แล้ว และยังเพิ่มความสามารถในการตั้งอีเมล์แอคเคาท์แบบ Exchange ได้มากกว่า 1 ตัวในเครื่องได้แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน Google Sync หลายๆ แอคเคาท์ ให้ใช้งานได้โดยพร้อมๆ กัน

 

Home Screen Wallapaper เป็นอีกหนึ่งฟึเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มเข้ามาใน iOS 4 ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะเปลี่ยนรูปที่ต้องการได้แค่ในหน้า Lock Screen เพียงอย่างเดียว แต่ใน iOS 4 จะสามารถเปลี่ยนภาพได้ทั้ง Lock Screen และ Home Screen ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนเป็นภาพเดียวกันหรือแยกภาพกันก็ได้

Wireless Keyboard Support เป็นอีกหนึ่งความสามารถเล็ก ๆ ใน iOS 4 ที่จะทำให้เราสามารถนำคียบอร์ดไร้สายแบบบูลทูธเช่น Apple Wireless Keyboard เป็นต้น นำมาเชื่อมต่อกับเครื่องที่ใช้ iOS 4 ได้ แม้ดูแล้วการเชื่อมต่อคียบอร์ดไร้สายจะยังมองไม่เห็นประโยชน์มากมายนักในการใช้กับ iPhone หรือ iPod touch

นอกเหนือจากความสามารถข้างต้นแล้ว ใน iOS 4 ยังมีความสามารถอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายอย่างด้วยกัน ยังไงก็อย่าลืมอัพเดท iOS 4 กันด้วยนะครับ ส่วนเครื่องใครรอเจลเบรคก็รอกันไปก่อนก็แล้วกัน

การติดตั้ง SuSe

posted on 20 Jul 2011 11:26 by tikzadota

SuSE Linux
SuSE เป็นลีนุกซ์สัญชาติเยอรมัน ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในเยอรมันและยุโรป การติดตั้ง SuSE นั้น มีโปรแกรมที่จัดการการติดตั้งชื่อ YaST2 ซึ่งทำให้การติดตั้งได้ง่ายมาก ภาษาในการติดตั้งยังไม่มีภาษาไทย SuSE มี Edition ต่างๆให้เลือกใช้คือ Personal Edition กับ Professional Edition ที่นำมาเสนอครั้งนี้เป็น Personal Edition

สำหรับ Personal Edition ไม่เน้นการใช้งานทางด้าน Server จะใช้งานทางด้าน Desktop มากกว่า หลังจากที่เลือกภาษาที่ใช้ในการติดตั้ง ก็เข้าสู้หน้า Installation Setting ซึ่งทุกอย่างจะ set เสร็จที่หน้านี้ รวมทั้งการ Partition Harddisk ก็แสดงออกมาเลยว่า partition ให้ขนาดเท่าไหร่ หากค่าปกติที่โปรแกรมให้มาไม่ตรงกับความต้องการ
ก็สมามารถเปลี่ยนได้

เช่น หากต้องการ Partition Harddisk ใหม่ ก็ทำได้ ดังภาพ

ในการเลือก Package ก็สามารถเลือกใหม่ได้

สามารถค้นหา Package ได้ หากค้นหาเจอแล้วก็สามารถเลือกว่าจะติดตั้งหรือไม่ติดตั้งก็ได้

ผ่านการ Installation Setting ก็เข้าสู่กระบวนการ Format harddisk และติดตั้งโปรแกรม ในขณะติดตั้งก็จะมีสถานะในการติดตั้งว่ากำลังติดตั้ง CD แผ่นที่เท่าไหร่ด้วย

การ ติดตั้งถือว่าค่อนข้างง่าย ถ้าไม่มีปัญหาเรื่อง hardware

การใช้vmware

posted on 14 Jul 2011 15:03 by tikzadota
วิธีการใช้ VMware by Mr.Jodoi
  บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทดลองติดตั้ง OS หลายๆ OS ไว้ในเครื่อง PC หรือ Notebook เครื่องเดียวครับ

เช่น ต้องการทดลองติดตั้ง OS Linux บนเครื่อง Windows XP เป็นต้น เมื่อติดตั้งโปรแกรม VMware แล้วจะสามารถเปิดหลายๆ OS ได้โดยที่ไม่ต้องมีการ restart เครื่องเลยครับ โปรแกรม VMware ที่จะสอนการใช้นี้จะเป็น เวอร์ชั่น VMware Workstation ACE Edition version 6.0.4 เริ่มเลยนะครับ

ก่อนอื่นหาโปรแกรมมาติดตั้งที่เครื่องก่อน หลังจากติดตั้งเสร็จ เปิดโปรแกรมมาจะได้ตามรูปด้านล่าง

จากรูปด้านบน ให้เลือก New Virtual Machine ตามรูปด้านล่าง หลังจากนั้นให้กด Next

 

จะปรากฎ Virtual machine configuration ตามรูปด้านล่าง จะมีให้เลือก 2 ประเภทคือ Typical และ Custom เพื่อความเป็นมืออาชีพให้เลือก Custom ครับ เพราะเราจะสามารถกำหนดค่าต่างๆได้เอง แล้วกด Next

ขั้นตอนต่อไป เป็นการเลือก Hardware Compatibility ก็เลือกเป็น Workstation 6 ครับ กด Next ต่อเลยครับ

 

ขั้นต่อไปเป็นการตั้งชื่อ Virtual machine และ ตำแหน่งที่เก็บ เราสามารถกำหนดเองได้ เช่น ในตัวอย่างด้านล่างผมเลือกเก็บไว้ที่ drive D: ควรสร้าง Folder ไว้ต่างหากนะครับ

 

 

ขั้นตอนต่อไปเป็นการกำหนด จำนวน Processor เลือกเป็น One ตามรูปด้านล่าง

 

 

ขั้นต่อไปเป็นการกำหนด Memory ตรงส่วนนี้ ควรจะดู Memory ของเครื่องว่าปัจจุบันเหลือ Memory อยู่เท่าไหร่ เพราะเป็นการแบ่ง Memory มาให้เครื่อง VMware ดังตัวอย่างข้างล่าง แบ่งให้ VMware 256 MB

 

 

ขั้นต่อไปเป็นการกำหนด Network Connection ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทแตกต่างกันดังนี้ครับ

1. Use bridged networking หมายความว่า ตัว OS ใน VMware ที่เราติดตั้งจะอยู่ใน network เดียวกับตัวเครื่อง PC หรือมองว่าสาย Lan ต่ออยู่บน Hub หรือ switch ตัวเดียวกันกับ PC

2. Use network address translation (NAT) อันนี้จะหมายความว่า VMware ที่เราติดตั้งจะออกสู่ Internet โดยผ่านเครื่อง PC ครับ โดย PC จะทำการ NAT ให้ อันนี้ทดลองเอาไว้ test ได้ครับ ว่า NAT ทำงานถูกต้องหรือไม่

3. Use host-only networking อันนี้จะหมายความว่า VMware ที่เราติดตั้ง จะอยู่บน LAN เสมือน หรืออยู่บน Hub หรือ switch เสมือนที่เราสมมติขึ้นมาครับ โดยจะสามารถติดต่อได้เฉพาะที่อยู่บน LAN เสมือนเดียวกันเท่านั้น เอาไว้ทดลองเกี่ยวกับ network ได้ครับ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ Hub หรือ switch จริง

แนะนำให้เลือกข้อ 1 เพราะ ตัว VMware เราจะได้ออก Internet ได้โดยตรง แต่ต้องมีการ set ค่าต่างๆให้ถูกต้องนะครับเช่น IP Address , DNS , Gateway เป็นต้น หลังจากเลือกแล้วกด Next

 

 

ขั้นต่อไปเป็นการเลือก I/O Adapter Types กด Next เลยครับ

 

 

ขั้นต่อไปเป็นการเลือก Disk ให้เลือกข้อแรกครับ Create a new virtual disk เนื่องจากว่ายังไม่เคยติดตั้ง VMware เลย

แต่ถ้าเคยติดตั้งแล้ว หรือไป load VMware ที่เคยติดตั้งเสร็จแล้วมา ก็สามารถเลือก Use an existing virtual disk ได้ครับ ส่วนอันสุดท้ายเป็นการเลือก Disk จริงเลยครับ แต่แนะนำให้เลือกข้อแรกดีกว่าครับ สะดวกดี เผื่อผิดพลาดก็ลบทิ้งได้เลยครับ

 

 

ต่อไปเป็นการเลือกประเภทของ Disk ให้เลือกเป็น IDE อันนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของ Disk นะครับ

 

 

ต่อไปเป็นการกำหนดขนาดของ Disk ก่อนกำหนดควรตรวจสอบพื้นที่ของ Disk ปัจจุบันด้วยนะครับว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ ตามตัวอย่างด้านล่างผมเลือก 2.5 GB

 

 

ต่อไปเป็นการกำหนดชื่อ File ครับ จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ได้ครับ ซึ่ง File นี้จะเป็น File ของ VMware ถ้าลบทิ้ง VMware ที่สร้างมาก็จะหายไปเลยครับ

 

 

เสร็จขั้นตอนนี้เป็นการเสร็จสิ้นการจัดการด้าน hardware สำหรับเครื่อง VMware ครับ

 

 

ต่อไปให้คลิกที่ Edit virtual Machine ตรงส่วนนี้เราสามารถปรับแต่ง Hardware ได้ครับ

 

 

ขั้นตอนนี้สำหรับคนที่มี file ISO อยู่ในเครื่อง ให้คลิกที่ CD-ROM แล้วเลือก Use ISO image : แล้ว Browse ไปยังที่ที่มี file ISO อยู่ครับ สำหรับคนที่ใช้แผ่น setup OS จริง ก็เลือก Use physical drive : ครับ

 

 

ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการติดตั้ง OS เหมือนเครื่องจริงทุกอย่างครับ ต้องมีการเปิด power โดยกดที่ปุ่มสีเขียว Powered ON ตรงไหนก็ได้ครับ

 

 

ตามตัวอย่างด้านล่างเป็นการติดตั้ง OS Linux CentOS version 5.2 ครับ

 

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะเป็นตามรูปด้านล่างครับ เท่านี้เราก็มี OS Linux ที่อยู่บน windows แล้วครับ

 

ขอเตือนหน่อยนึงนะครับ ขั้นตอนการปิดเปิด ตัว VMware ที่ติดตั้งเสร็จแล้ว เช่น Linux ให้มองว่าเหมือนเป็นเครื่อง PC จริงๆอีกเครื่องนึงนะครับ ห้ามปิดโปรแกรมเลย ให้ทำการ Shut down เหมือนเครื่อง PC จริงๆนะครับ ไม่งั้นอาจ boot ไม่ขึ้นได้เหมือนกัน เหมือนเราทำการปิดเครื่องโดยที่ไม่ได้ทำการ Shutdown ให้ถูกต้องครับ อาจต้องมีการติดตั้งใหม่นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

การใช้งาน TeamViewer 6

posted on 14 Jul 2011 13:11 by tikzadota

การติดตั้ง TeamViewer 6 มีิวิธีการทำดังนี้
1. เรียกโปรแกรม TeamViewer_Setup.exe จะปรากฎหน้าจอดังภาพ

- เลือก Install
หากมี TeamViewer รุ่นเก่าอยู่แล้วก็ให้คลิกเลือก Uninstall old version

- คลิกปุ่ม Next

2. ที่หน้าจอ Environment ให้เลือก
- personal / non-commercial use ตามภาพด้านล่าง
(ที่เลือกรายการนี้เพราะเราต้องการใช้งานฟรี ระวังถ้าเลือกอันอื่นแล้วใช้งานจนหมดอายุของโปรแกรมจะลงใหม่ไม่ได้อีก)

3. ที่หน้าจอ License Agreement
- คลิกเลือก I accept the terms in the License Agreement
- คลิกเลือก I agree that I will only use TeamViewer for non-commercial and private use
จากนั้นคลิกปุ่ม Next

4. ที่หน้าจอ Choose installation type
- เลือก No (default)
จากนั้นคลิกปุ่ม Finish

รอสักครู่โปรแกรมจะทำการติดตั้งจนเสร็จ

จากนั้นโปรแกรมจะทำการเีรียกโปรแกรมจึ้นมาอัตโนมัติ
ถ้าปรากฎหน้าจอ Proxy Settings ดังภาพ

ถ้าเราไม่มี proxy server ก็ให้เลือกรายการ No proxy

โปรแกรมจะเปิดโปรแกรม ซึ่งจะอยู่ที่ Task Bar ให้ดับเบิ้ลคลิก เพื่อเปิดโปรแกรม

ที่หน้าต่างโปรแกรม TeamViewer ให้เลือกเมนู Extras -> Options
ที่หน้าต่าง TeamViewer Option ให้เลือกแทป General แล้วกำหนดค่าดังนี้
- Start TeamViewer with Windows เพื่อเปิด TeamViewer อัตโนมัติเมื่อเปิดเครื่อง
- Minimize to tray ment เพื่อซ่อนโปรแกรมไว้ในส่วนของ Task Bar
จากนั้นกำหนด Password และ Confirm Password

แล้วคลิกปุ่ม OK ดังภาพ

ให้คุณจดหมายเลข Your ID ของเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้ายครัว

การกำหนดรหัสผ่านใหม่

ให้เรียกโปรแกรม TeamView ขึ้นมาโดยไปคลิกที่ไอคอน TeamViewer 6 ที่ Desktop ของ Windows ถ้าหาไม่เจอก็ลองไปหาใน Start Menu ของ windows หรือ ที่ Task Bar
ให้คุณคลิกเมาส์ที่ช่อง Password แล้วเลือก Set user defined password  ดังภาพด้านล่าง

จากนั้น เข้าไปกำหนดรหัสผ่านใหม่ ตามภาพด้านล่าง

การใช้งาน

ต้องติดตั้งโปรแกรม TeamViewer ที่คอมพิวเตอร์ทั้งสองฝั่ง เหมือน ๆ กัน

1. สำหรับเครื่องไหนที่เป็นเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้ายครัว (remote)
ก่อนอื่นก็เรียกโปรแกรมที่อีกฝั่งขึ้นมาก่อน แล้วทำการจดหมายเลข ที่ช่อง Your ID ของเครื่องเขาไว้

2. เปิดโปรแกรม TeamViewer ที่อยู่ในเครื่องของเรา (วิธีเปิดเหมือนข้อ 1) จะปรากฎหน้าตาดังภาพ

ที่ช่อง ID สีขาวตามลูกศรชี้ ให้นำหมายเลขที่จดไว้จากเครื่องที่เราจะเข้าไปรีโมทมากรอก เช่น 11 111 111

จากนั้นคลิกที่ Remote Control
แล้วคลิกปุ่ม Connect to Partner

ถ้าหากเห็นหน้าจอดังภาพ หรือคล้าย ๆ กัน ก็คลิก OK

หลังจากนั้นถ้ามิได้มีเหตุผิดปรกติอันใดเกิดขึ้น เราจะได้เห็นหน้าจอให้กำหนดรหัสผ่าน ดังภาพ

ก็ทำการป้อนรหัสผ่านของเครื่องที่เราจะไปตีท้ายครัว (รหัสผ่านที่เรากำหนดตอนติดตั้งโปรแกรม)
แล้วคลิกปุ่ม Log On

แอ่นแอนแอ๊นนนนนนน ท่านก็จะได้เห็นภาพของเครื่องที่ท่านเข้าไปตีท้ายครัวมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
ที่เหลือมั่วต่อเอง

 

การใช้งาน skype

posted on 14 Jul 2011 11:54 by tikzadota
 
เริ่มจากการดาวน์โหลดโปรแกรมSkype กันก่อนนะครับ

1.เข้าเว็บไซต์ www.skype.com ครับ และเลือกหัวข้อ Download Skype3.0 ครับ




2.เมื่อ Download เสร็จ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ตัวติดตั้ง Skype ได้เลยครับ 




3.เมื่อติดตั้งเสร็จก็ใช้เข้าโปรแกรม Skype ได้เลยครับ ใช้งานครั้งแรกก็จะมีการให้สมัคร User ในการเข้าใช้งานโปรแกรม Skype ครับ




 
 
 
 
 
 

4.เมื่อ Login ก็จะได้หน้าแบบนี้นะครับ 




5.เมื่อเรา Login ได้เรียบร้อยแล้ว เราต้อง add ชื่อของเพื่อนก่อนนะครับ ให้เลือกที่ปุ่ม add contacts ได้เลยครับ 




6.ให้กดปุ่ม search ได้เลยครับ (ควรถามเพื่อนว่าใช้ชื่ออะไรในการเล่น Skype) และเลือกชื่อเพื่อนของเรา และกด add contacts ได้เลยครับ 




7.เมื่อเราแอดชื่อเพื่อนของเราแล้ว ลองคลิกขวาที่ user ของเพื่อนของเรานะครับ ก็จะมีรายการมาดังรูปครับ 





8.หน้านี้ก็เป็นหน้า Chat ครับ ซึ่งจะเหมือนกันกับกับ MSN ครับ จะไม่ขออธิบายมากครับ คุ้นเคยกันอยู่แล้วครับ 




9.หน้านี้เป็นหน้า Call ครับ สำหรับคุยกันผ่านไมคโครโฟนครับ 



ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ คราวนี้ก็คุยกันอย่างประหยัดแล้วหล่ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ถ้ามีปัญหาก็สามารถโพสถามได้เลยนะครับ